ตัวรับฮอร์โมน (ER/PR) คืออะไร? กุญแจสำคัญที่กำหนดแผนการรักษามะเร็งเต้านม
อัพเดทล่าสุด: 15 ก.พ. 2026
57 ผู้เข้าชม

สรุปคำตอบสั้นๆ (TL;DR): การตรวจพบตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (ER+) ในเซลล์มะเร็งเต้านม หมายความว่าเซลล์มะเร็งนั้นใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโต ข่าวดีคือเราสามารถใช้ "ยาต้านฮอร์โมน" ในการรักษาเพื่อหยุดยั้งมะเร็งได้ ซึ่งมักมีการพยากรณ์โรคที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่พบตัวรับฮอร์โมน
[เว้นบรรทัด]
ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (ER) คืออะไร?
ในทางการแพทย์ ER ย่อมาจาก Estrogen Receptor หรือตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ภายในเซลล์ เปรียบเสมือน "แม่กุญแจ" ที่รอรับ "ลูกกุญแจ" คือฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย เมื่อฮอร์โมนเข้ามาจับกับตัวรับนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวและเจริญเติบโต
จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-80%) จะมีผลตรวจเป็น ER Positive (ER+) ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในการพยากรณ์โรคและเลือกยาที่จะใช้รักษา
การอ่านผลตรวจและการแบ่งกลุ่มคนไข้
แพทย์จะส่งชิ้นเนื้อไปย้อมสีพิเศษทางภูมิคุ้มกันวิทยา (IHC) เพื่อดูเปอร์เซ็นต์การติดสีของนิวเคลียสในเซลล์มะเร็ง โดยมีเกณฑ์การแบ่งดังนี้:
ER Positive (ผลบวก): มีการติดสีตั้งแต่ 1% ขึ้นไป กลุ่มนี้จะตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน
ER Low Positive (ผลบวกต่ำ): มีการติดสีในช่วง 1-10% กลุ่มนี้แม้จะพิจารณาให้ยาต้านฮอร์โมน แต่พฤติกรรมของโรคอาจมีความรุนแรงคล้ายกลุ่มผลลบ จึงต้องพิจารณาการรักษาอื่นๆ ร่วมด้วยอย่างรอบคอบ
ER Negative (ผลลบ): มีการติดสีน้อยกว่า 1% กลุ่มนี้เซลล์มะเร็งไม่ได้ใช้ฮอร์โมนในการเจริญเติบโต จึงไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮอร์โมน
แนวทางการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน (Endocrine Therapy)
เมื่อทราบว่ามะเร็งเป็นชนิดตอบสนองต่อฮอร์โมน (ER+) การรักษาหลักคือการตัดวงจรอาหารของมะเร็ง โดยเลือกใช้วิธีการตามสถานะประจำเดือนของคนไข้ ดังนี้:
1. ผู้ป่วยวัยก่อนหมดประจำเดือน (Premenopausal)
Tamoxifen (ทามอกซิเฟน): เป็นยามาตรฐานที่ใช้กันมานาน ทำหน้าที่เข้าไปแย่งจับกับตัวรับ ER ที่เซลล์มะเร็ง ทำให้ฮอร์โมนจริงเข้าไม่ได้ เซลล์มะเร็งจึงฝ่อลง
การยับยั้งการทำงานของรังไข่ (Ovarian Function Suppression - OFS): ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง อาจพิจารณาฉีดยาหยุดระดู หรือผ่าตัดรังไข่ ร่วมกับการทานยา เพื่อลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนให้ต่ำลงที่สุด
2. ผู้ป่วยวัยหมดประจำเดือน (Postmenopausal)
Aromatase Inhibitors (AIs): เช่น ยา Anastrozole, Letrozole หรือ Exemestane ยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ที่เปลี่ยนฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนหลักในวัยหมดประจำเดือน
ยากลุ่ม AIs นี้มักให้ผลการรักษาที่ดีกว่า Tamoxifen เล็กน้อยในผู้ป่วยวัยหมดประจำเดือน แต่ต้องระวังเรื่องภาวะกระดูกบางหรือพรุน
3. ระยะเวลาในการรักษา
โดยทั่วไปแนะนำให้ทานยาต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี
ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีการลามไปต่อมน้ำเหลือง อาจพิจารณาขยายเวลาทานยาเป็น 10 ปี เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
ER+ คือข่าวดี: เพราะมียาต้านฮอร์โมนที่เป็นยาเม็ดทานได้ ใช้รักษาและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี
ห้ามขาดยา: วินัยในการทานยาต้านฮอร์โมนให้ครบตามกำหนด (5-10 ปี) สำคัญมากต่อการรอดชีวิต
ยาแต่ละวัยไม่เหมือนกัน: ยาสำหรับคนไข้ที่ยังมีประจำเดือน กับหมดประจำเดือนแล้ว อาจเป็นคนละชนิดกันตามกลไกการสร้างฮอร์โมนของร่างกาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: จำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัด (คีโม) ในคนไข้ ER+ ทุกรายหรือไม่? A: ไม่จำเป็นทุกรายครับ ในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นที่ไม่มีการลามไปต่อมน้ำเหลือง อาจมีการส่งตรวจพิเศษระดับยีน (เช่น Oncotype DX) เพื่อดูความเสี่ยง หากความเสี่ยงต่ำ อาจใช้เพียงยาต้านฮอร์โมนอย่างเดียวโดยไม่ต้องรับคีโมได้
Q: ยาต้านฮอร์โมนมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง? A: Tamoxifen อาจทำให้มีอาการร้อนวูบวาบ ตกขาว และเสี่ยงต่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ส่วนกลุ่ม Aromatase Inhibitors (AIs) มักทำให้มีอาการปวดข้อ และมวลกระดูกลดลง ซึ่งแพทย์จะนัดตรวจติดตามและให้คำแนะนำในการดูแลตนเองเป็นระยะครับ
Q: ถ้าผล ER เป็นลบ (Negative) แปลว่ารักษาไม่ได้ใช่ไหม? A: ไม่ใช่ครับ หาก ER เป็นลบ แสดงว่ามะเร็งไม่ได้ใช้ฮอร์โมนในการโต แพทย์จะใช้วิธีการรักษาอื่นแทน เช่น ยาเคมีบำบัด หรือ ยาพุ่งเป้า (กรณี HER2 บวก) หรือ ภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งก็ได้ผลดีตามชนิดของโรคนั้นๆ ครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ (บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
[เว้นบรรทัด]
ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (ER) คืออะไร?
ในทางการแพทย์ ER ย่อมาจาก Estrogen Receptor หรือตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ภายในเซลล์ เปรียบเสมือน "แม่กุญแจ" ที่รอรับ "ลูกกุญแจ" คือฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย เมื่อฮอร์โมนเข้ามาจับกับตัวรับนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวและเจริญเติบโต
จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-80%) จะมีผลตรวจเป็น ER Positive (ER+) ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในการพยากรณ์โรคและเลือกยาที่จะใช้รักษา
การอ่านผลตรวจและการแบ่งกลุ่มคนไข้
แพทย์จะส่งชิ้นเนื้อไปย้อมสีพิเศษทางภูมิคุ้มกันวิทยา (IHC) เพื่อดูเปอร์เซ็นต์การติดสีของนิวเคลียสในเซลล์มะเร็ง โดยมีเกณฑ์การแบ่งดังนี้:
ER Positive (ผลบวก): มีการติดสีตั้งแต่ 1% ขึ้นไป กลุ่มนี้จะตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน
ER Low Positive (ผลบวกต่ำ): มีการติดสีในช่วง 1-10% กลุ่มนี้แม้จะพิจารณาให้ยาต้านฮอร์โมน แต่พฤติกรรมของโรคอาจมีความรุนแรงคล้ายกลุ่มผลลบ จึงต้องพิจารณาการรักษาอื่นๆ ร่วมด้วยอย่างรอบคอบ
ER Negative (ผลลบ): มีการติดสีน้อยกว่า 1% กลุ่มนี้เซลล์มะเร็งไม่ได้ใช้ฮอร์โมนในการเจริญเติบโต จึงไม่ตอบสนองต่อยาต้านฮอร์โมน
แนวทางการรักษาด้วยยาต้านฮอร์โมน (Endocrine Therapy)
เมื่อทราบว่ามะเร็งเป็นชนิดตอบสนองต่อฮอร์โมน (ER+) การรักษาหลักคือการตัดวงจรอาหารของมะเร็ง โดยเลือกใช้วิธีการตามสถานะประจำเดือนของคนไข้ ดังนี้:
1. ผู้ป่วยวัยก่อนหมดประจำเดือน (Premenopausal)
Tamoxifen (ทามอกซิเฟน): เป็นยามาตรฐานที่ใช้กันมานาน ทำหน้าที่เข้าไปแย่งจับกับตัวรับ ER ที่เซลล์มะเร็ง ทำให้ฮอร์โมนจริงเข้าไม่ได้ เซลล์มะเร็งจึงฝ่อลง
การยับยั้งการทำงานของรังไข่ (Ovarian Function Suppression - OFS): ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง อาจพิจารณาฉีดยาหยุดระดู หรือผ่าตัดรังไข่ ร่วมกับการทานยา เพื่อลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนให้ต่ำลงที่สุด
2. ผู้ป่วยวัยหมดประจำเดือน (Postmenopausal)
Aromatase Inhibitors (AIs): เช่น ยา Anastrozole, Letrozole หรือ Exemestane ยากลุ่มนี้จะไปยับยั้งเอนไซม์ที่เปลี่ยนฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในเนื้อเยื่อไขมันและกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนหลักในวัยหมดประจำเดือน
ยากลุ่ม AIs นี้มักให้ผลการรักษาที่ดีกว่า Tamoxifen เล็กน้อยในผู้ป่วยวัยหมดประจำเดือน แต่ต้องระวังเรื่องภาวะกระดูกบางหรือพรุน
3. ระยะเวลาในการรักษา
โดยทั่วไปแนะนำให้ทานยาต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี
ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีการลามไปต่อมน้ำเหลือง อาจพิจารณาขยายเวลาทานยาเป็น 10 ปี เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
ER+ คือข่าวดี: เพราะมียาต้านฮอร์โมนที่เป็นยาเม็ดทานได้ ใช้รักษาและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดี
ห้ามขาดยา: วินัยในการทานยาต้านฮอร์โมนให้ครบตามกำหนด (5-10 ปี) สำคัญมากต่อการรอดชีวิต
ยาแต่ละวัยไม่เหมือนกัน: ยาสำหรับคนไข้ที่ยังมีประจำเดือน กับหมดประจำเดือนแล้ว อาจเป็นคนละชนิดกันตามกลไกการสร้างฮอร์โมนของร่างกาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: จำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัด (คีโม) ในคนไข้ ER+ ทุกรายหรือไม่? A: ไม่จำเป็นทุกรายครับ ในผู้ป่วยระยะเริ่มต้นที่ไม่มีการลามไปต่อมน้ำเหลือง อาจมีการส่งตรวจพิเศษระดับยีน (เช่น Oncotype DX) เพื่อดูความเสี่ยง หากความเสี่ยงต่ำ อาจใช้เพียงยาต้านฮอร์โมนอย่างเดียวโดยไม่ต้องรับคีโมได้
Q: ยาต้านฮอร์โมนมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง? A: Tamoxifen อาจทำให้มีอาการร้อนวูบวาบ ตกขาว และเสี่ยงต่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว ส่วนกลุ่ม Aromatase Inhibitors (AIs) มักทำให้มีอาการปวดข้อ และมวลกระดูกลดลง ซึ่งแพทย์จะนัดตรวจติดตามและให้คำแนะนำในการดูแลตนเองเป็นระยะครับ
Q: ถ้าผล ER เป็นลบ (Negative) แปลว่ารักษาไม่ได้ใช่ไหม? A: ไม่ใช่ครับ หาก ER เป็นลบ แสดงว่ามะเร็งไม่ได้ใช้ฮอร์โมนในการโต แพทย์จะใช้วิธีการรักษาอื่นแทน เช่น ยาเคมีบำบัด หรือ ยาพุ่งเป้า (กรณี HER2 บวก) หรือ ภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งก็ได้ผลดีตามชนิดของโรคนั้นๆ ครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ (บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
บทความที่เกี่ยวข้อง
หลายคนเข้าใจผิดว่าการตรวจเลือดทั่วไปนี้คือการ "หาเชื้อมะเร็ง" โดยตรง แต่ความจริงแล้วมันทำหน้าที่เหมือน "หน้าปัดบอกสถานะเครื่องยนต์" ครับ บทความนี้หมอจะมาไขรหัสว่า ค่าเลือดเหล่านี้บอกความพร้อมของร่างกายคุณ และส่งสัญญาณเตือนอะไรให้หมอบ้าง
15 ก.พ. 2026
เมื่อได้รับผลชิ้นเนื้อมะเร็งเต้านม คนไข้หลายท่านมักสงสัยค่า HER2 ที่ระบุเป็นคะแนน 0 ถึง 3+ ว่ามีความหมายอย่างไร บ่งบอกความรุนแรงของโรคและมีผลต่อการเลือกยาพุ่งเป้าอย่างไร บทความนี้หมอจะสรุปให้เข้าใจง่ายครับ
15 ก.พ. 2026
การพบของเหลวไหลออกจากหัวนมอาจสร้างความตกใจ แต่จริงๆ แล้วมีทั้งสาเหตุปกติและที่ต้องระวังครับ
13 เม.ย. 2026


