วิธีคลำเต้านมด้วยตัวเอง (BSE) อย่างถูกวิธี ทำบ่อยแค่ไหนถึงจะดี?
อัพเดทล่าสุด: 5 เม.ย. 2026
10 ผู้เข้าชม

สรุปคำตอบสั้นๆ (TL;DR): ผู้หญิงควรคลำเต้านมด้วยตัวเอง เดือนละ 1 ครั้ง โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 7-10 วันหลังประจำเดือนวันแรกมา ส่วนวิธีที่ถูกต้องคือการใช้ "3 นิ้ว 3 สัมผัส" ทั้งในท่าส่องกระจก ท่ายืนอาบน้ำ และท่านอนราบครับ
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self-Examination - BSE) ไม่ใช่การตรวจเพื่อวินิจฉัย แต่เป็นการทำให้เรา "คุ้นเคย" กับลักษณะปกติของเต้านมตัวเอง เพื่อให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้เร็วที่สุดครับ
ควรตรวจบ่อยแค่ไหนและเมื่อไหร่?
ผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือน: แนะนำให้ตรวจช่วง 7-10 วันนับจากวันแรกที่มีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่เต้านมคัดตึงน้อยที่สุดและนิ่มที่สุด ทำให้คลำก้อนได้ง่าย
ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน/ตัดมดลูก: แนะนำให้กำหนด "วันที่จำง่าย" ของทุกเดือน เช่น ทุกวันที่ 1 หรือวันที่ 28 ของเดือน เพื่อความสม่ำเสมอ
3 ขั้นตอนการตรวจที่ถูกต้อง
เพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วนของเนื้อเยื่อเต้านม หมอแนะนำให้ทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ:
1. การดูหน้ากระจก (Observation)
ยืนตัวตรงหน้ากระจก ปล่อยแขนข้างลำตัว แล้วยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ สังเกตสิ่งต่อไปนี้:
รูปทรงและขนาดของเต้านมทั้งสองข้างเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
ผิวหนังมีรอยบุ๋ม ย่น หรือเหมือนผิวส้มหรือไม่
หัวนมถูกดึงรั้ง หรือมีผื่นแดงผิดปกติหรือไม่
2. การคลำในขณะอาบน้ำ (Standing)
ขณะผิวหนังเปียกสบู่จะช่วยให้มือลื่นและคลำง่ายขึ้น ให้ยกแขนข้างที่จะตรวจขึ้นเหนือศีรษะ แล้วใช้ 3 นิ้วกลาง (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง) ของมืออีกข้างคลำให้ทั่ว
ห้ามใช้การจีบนิ้วหยิบเนื้อเต้านม เพราะจะทำให้รู้สึกเหมือนเจอก้อน ทั้งที่เป็นเพียงเนื้อเต้านมปกติ
ให้ใช้ ส่วนปลายนิ้ว กดคลำเป็นวงกลมวนไปรอบเต้านม หรือไล่ขึ้นลงตามแนวตั้ง
Shutterstock
สำรวจ
3. การคลำในท่านอน (Lying Down)
หนุนหมอนไว้ใต้หัวไหล่ข้างที่จะตรวจ เพื่อให้เนื้อเต้านมแผ่ราบกับทรวงอก จะช่วยให้คลำก้อนที่อยู่ลึกๆ ได้ชัดเจนขึ้น
ใช้การคลำ 3 ระดับสัมผัส: แรงกดเบา (ตรวจชั้นผิวหนัง), แรงกดปานกลาง (ตรวจเนื้อเยื่อตรงกลาง), และ แรงกดหนัก (ตรวจลึกถึงใกล้ซี่โครง)
อย่าลืมคลำบริเวณ ใต้รักแร้ และ เหนือกระดูกไหปลาร้า เพราะเป็นตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองที่สำคัญ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
ตรวจเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดความเคยชินกับสรีระตนเอง
ใช้ "นิ้วมือ" สัมผัสแทนการใช้นิ้วหยิบ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
หากพบก้อน แผลที่หัวนม หรือมีน้ำไหลผิดปกติ ห้ามบีบเค้น และควรรีบมาพบแพทย์ทันที
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: คลำเจอก้อนเนื้อแสดงว่าเป็นมะเร็งแน่นอนใช่ไหม?
A: ไม่เสมอไปครับ ก้อนส่วนใหญ่ที่พบ (ประมาณ 80%) มักเป็นก้อนเนื้อธรรมดาหรือถุงน้ำ (Cyst) แต่ต้องให้แพทย์ตรวจยืนยันเท่านั้นครับ
Q: ถ้าคลำเองทุกเดือนแล้ว ยังต้องไปตรวจแมมโมแกรมอีกไหม?
A: จำเป็นครับ การคลำด้วยมือมักพบก้อนที่มีขนาด 1 ซม. ขึ้นไป แต่แมมโมแกรมสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดมิลลิเมตรหรือจุดหินปูนที่มือคลำไม่เจอครับ
Q: ผู้ชายต้องตรวจเต้านมตัวเองไหม?
A: ควรสังเกตครับ แม้ผู้ชายจะเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงมาก (ประมาณ 1%) แต่หากพบก้อนแข็งใต้หัวนมหรือหัวนมบุ๋ม ควรรีบพบแพทย์ครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ
(บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
การตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self-Examination - BSE) ไม่ใช่การตรวจเพื่อวินิจฉัย แต่เป็นการทำให้เรา "คุ้นเคย" กับลักษณะปกติของเต้านมตัวเอง เพื่อให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้เร็วที่สุดครับ
ควรตรวจบ่อยแค่ไหนและเมื่อไหร่?
ผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือน: แนะนำให้ตรวจช่วง 7-10 วันนับจากวันแรกที่มีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่เต้านมคัดตึงน้อยที่สุดและนิ่มที่สุด ทำให้คลำก้อนได้ง่าย
ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน/ตัดมดลูก: แนะนำให้กำหนด "วันที่จำง่าย" ของทุกเดือน เช่น ทุกวันที่ 1 หรือวันที่ 28 ของเดือน เพื่อความสม่ำเสมอ
3 ขั้นตอนการตรวจที่ถูกต้อง
เพื่อให้ครอบคลุมทุกส่วนของเนื้อเยื่อเต้านม หมอแนะนำให้ทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ:
1. การดูหน้ากระจก (Observation)
ยืนตัวตรงหน้ากระจก ปล่อยแขนข้างลำตัว แล้วยกแขนขึ้นเหนือศีรษะ สังเกตสิ่งต่อไปนี้:
รูปทรงและขนาดของเต้านมทั้งสองข้างเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่
ผิวหนังมีรอยบุ๋ม ย่น หรือเหมือนผิวส้มหรือไม่
หัวนมถูกดึงรั้ง หรือมีผื่นแดงผิดปกติหรือไม่
2. การคลำในขณะอาบน้ำ (Standing)
ขณะผิวหนังเปียกสบู่จะช่วยให้มือลื่นและคลำง่ายขึ้น ให้ยกแขนข้างที่จะตรวจขึ้นเหนือศีรษะ แล้วใช้ 3 นิ้วกลาง (นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง) ของมืออีกข้างคลำให้ทั่ว
ห้ามใช้การจีบนิ้วหยิบเนื้อเต้านม เพราะจะทำให้รู้สึกเหมือนเจอก้อน ทั้งที่เป็นเพียงเนื้อเต้านมปกติ
ให้ใช้ ส่วนปลายนิ้ว กดคลำเป็นวงกลมวนไปรอบเต้านม หรือไล่ขึ้นลงตามแนวตั้ง
Shutterstock
สำรวจ
3. การคลำในท่านอน (Lying Down)
หนุนหมอนไว้ใต้หัวไหล่ข้างที่จะตรวจ เพื่อให้เนื้อเต้านมแผ่ราบกับทรวงอก จะช่วยให้คลำก้อนที่อยู่ลึกๆ ได้ชัดเจนขึ้น
ใช้การคลำ 3 ระดับสัมผัส: แรงกดเบา (ตรวจชั้นผิวหนัง), แรงกดปานกลาง (ตรวจเนื้อเยื่อตรงกลาง), และ แรงกดหนัก (ตรวจลึกถึงใกล้ซี่โครง)
อย่าลืมคลำบริเวณ ใต้รักแร้ และ เหนือกระดูกไหปลาร้า เพราะเป็นตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองที่สำคัญ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
ตรวจเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้เกิดความเคยชินกับสรีระตนเอง
ใช้ "นิ้วมือ" สัมผัสแทนการใช้นิ้วหยิบ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด
หากพบก้อน แผลที่หัวนม หรือมีน้ำไหลผิดปกติ ห้ามบีบเค้น และควรรีบมาพบแพทย์ทันที
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: คลำเจอก้อนเนื้อแสดงว่าเป็นมะเร็งแน่นอนใช่ไหม?
A: ไม่เสมอไปครับ ก้อนส่วนใหญ่ที่พบ (ประมาณ 80%) มักเป็นก้อนเนื้อธรรมดาหรือถุงน้ำ (Cyst) แต่ต้องให้แพทย์ตรวจยืนยันเท่านั้นครับ
Q: ถ้าคลำเองทุกเดือนแล้ว ยังต้องไปตรวจแมมโมแกรมอีกไหม?
A: จำเป็นครับ การคลำด้วยมือมักพบก้อนที่มีขนาด 1 ซม. ขึ้นไป แต่แมมโมแกรมสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดมิลลิเมตรหรือจุดหินปูนที่มือคลำไม่เจอครับ
Q: ผู้ชายต้องตรวจเต้านมตัวเองไหม?
A: ควรสังเกตครับ แม้ผู้ชายจะเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้หญิงมาก (ประมาณ 1%) แต่หากพบก้อนแข็งใต้หัวนมหรือหัวนมบุ๋ม ควรรีบพบแพทย์ครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ
(บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
บทความที่เกี่ยวข้อง
ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมทุกปีช่วยลดความเสี่ยง พบได้เร็ว รักษาหายได้เร็ว ปลอดภัย และเหมาะกับผู้หญิงทุกวัย
29 ต.ค. 2025
เข้าใจมะเร็งเต้านมตั้งแต่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางตรวจคัดกรองตามมาตรฐาน NCCN 2025 เพื่อโอกาสหายขาด
19 ต.ค. 2025
นอกจากค่า ER (Estrogen Receptor) ที่หมอได้เล่าไปในบทความก่อนหน้าแล้ว อีกหนึ่งค่าที่มักจะปรากฏคู่กันเสมอในใบรายงานผลชิ้นเนื้อคือ PR หรือ Progesterone Receptor ครับ หลายท่านอาจสงสัยว่า ในเมื่อเราเน้นย้ำเรื่องการต้านฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นหลัก แล้วตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนตัวนี้มีบทบาทสำคัญอย่างไร?
15 ก.พ. 2026


