มะเร็งเต้านมระยะรุกราน (Invasive Breast Cancer) คืออะไร? อาการและวิธีรักษา
อัพเดทล่าสุด: 24 ก.พ. 2026
240 ผู้เข้าชม

สรุปคำตอบสั้นๆ (TL;DR): มะเร็งเต้านมระยะรุกราน (Invasive Breast Cancer) คือเซลล์มะเร็งที่ทะลุเยื่อหุ้มท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมเข้าสู่เนื้อเยื่อเต้านมโดยรอบ ซึ่งมีโอกาสแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะอื่นๆ ได้ จำเป็นต้องรีบรักษาด้วยการผ่าตัดร่วมกับการใช้ยาหรือฉายรังสีครับ
เมื่อคนไข้ได้รับผลตรวจชิ้นเนื้อเต้านม คำหนึ่งที่ทำให้หลายคนตกใจคือคำว่า "Invasive" หรือระยะรุกราน ในทางการแพทย์ คำนี้มีความหมายอย่างไร รุนแรงแค่ไหน และเราจะรับมือกับมันได้อย่างไร วันนี้หมอจะมาอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดครับ
มะเร็งเต้านมระยะรุกราน (Invasive) คืออะไร?
มะเร็งเต้านมระยะรุกราน หรือ Invasive Breast Cancer หมายถึง เซลล์มะเร็งที่ได้เจริญเติบโตเจาะทะลุผ่านเยื่อหุ้มฐาน (Basement membrane) ของท่อน้ำนมหรือต่อมสร้างน้ำนม ออกมายังเนื้อเยื่อเต้านมปกติที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งต่างจากมะเร็งระยะศูนย์ (DCIS) ที่เซลล์มะเร็งยังอยู่แค่ในท่อ การที่เซลล์มะเร็งทะลุออกมาได้ ทำให้มันมีโอกาสลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดและท่อน้ำเหลือง และสามารถแพร่กระจาย (Metastasis) ไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ครับ โดยชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่:
Invasive Ductal Carcinoma (IDC): มะเร็งท่อน้ำนมระยะรุกราน เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดถึง 80% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด
Invasive Lobular Carcinoma (ILC): มะเร็งต่อมสร้างน้ำนมระยะรุกราน พบได้ประมาณ 5-15% มักมีลักษณะการโตแบบแทรกซึมไปตามเนื้อเยื่อ ทำให้คลำเป็นก้อนได้ยากกว่าชนิดท่อน้ำนม
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุของการเกิดมะเร็งระยะรุกรานมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่:
ปัจจัยด้านพันธุกรรม: การมียีนกลายพันธุ์ เช่น BRCA1 หรือ BRCA2 จะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก
ฮอร์โมนเอสโตรเจน: การมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย หมดประจำเดือนช้า หรือการได้รับยาฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือนเป็นเวลานาน
พฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิต: ภาวะอ้วนหลังหมดประจำเดือน การดื่มแอลกอฮอล์ และการไม่เคยมีบุตร ล้วนส่งผลต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
อาการและวิธีสังเกตความผิดปกติ
คนไข้ที่มีมะเร็งเต้านมระยะรุกรานมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการดังต่อไปนี้ครับ:
คลำพบก้อนแข็งที่เต้านม มักเป็นก้อนที่ไม่เจ็บ ขอบเขตไม่ชัดเจน
มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเต้านม เช่น ผิวหนังบุ๋มลงไป ผิวหนังหนาขึ้นและมีรูขุมขนกว้างคล้ายเปลือกส้ม (Peau d'orange)
หัวนมบุ๋มรั้งเข้าไปด้านใน (Nipple retraction) หรือมีน้ำเลือด/น้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม
คลำพบก้อนที่รักแร้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการกระจายไปที่ ต่อมน้ำเหลือง (Lymph node)
การรักษาและแนวทางการป้องกัน
การรักษามะเร็งระยะรุกรานต้องใช้การรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary approach) โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งที่เต้านม และทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลุดรอดไปในกระแสเลือดครับ:
การผ่าตัด (Surgery): มีทั้ง การผ่าตัดสงวนเต้านม (Breast-Conserving Surgery) ซึ่งตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกพร้อมขอบเขตที่ปลอดภัย และ การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (Mastectomy) ทั้งนี้ต้องทำร่วมกับการตรวจหรือเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เสมอ
การฉายรังสี (Radiation Therapy): จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ผ่าตัดแบบสงวนเต้านม เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำเฉพาะที่
ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy): เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจกระจายไปตามกระแสเลือด
ยาต้านฮอร์โมน (Endocrine Therapy): ใช้ในกรณีที่เซลล์มะเร็งมี ตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก (ER/PR positive) เช่น ยา Tamoxifen หรือ Aromatase inhibitors
ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy): ใช้สำหรับเซลล์มะเร็งที่มีการแสดงออกของโปรตีน HER2 สูง (HER2-positive) เช่นยา Trastuzumab
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
มะเร็งเต้านมระยะรุกราน (Invasive) คือมะเร็งที่ทะลุออกจากท่อน้ำนมเข้าสู่เนื้อเยื่อเต้านม มีโอกาสแพร่กระจายได้
ชนิดที่พบมากที่สุดคือ IDC (จากท่อน้ำนม) และ ILC (จากต่อมน้ำนม)
การรักษาต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งผ่าตัด ฉายแสง และยา เพื่อควบคุมโรคทั้งที่เต้านมและทั่วร่างกาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: มะเร็งระยะรุกราน สามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้านมได้หรือไม่? A: ทำได้ครับ หากก้อนมะเร็งมีขนาดไม่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดเต้านม และสามารถตัดออกให้ได้ขอบเขตที่ปลอดมะเร็ง (Negative margin) โดยหลังผ่าตัดจำเป็นต้องได้รับการฉายแสงร่วมด้วยครับ
Q: ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก ทำอย่างไรดี? A: แพทย์อาจพิจารณาให้ ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant Chemotherapy) เพื่อให้ก้อนมะเร็งยุบตัวลง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมได้ครับ
Q: จำเป็นต้องให้เคมีบำบัดทุกคนหรือไม่? A: ไม่ทุกคนครับ การตัดสินใจให้ยาเคมีบำบัดจะพิจารณาจาก ขนาดก้อน การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง ชนิดของตัวรับฮอร์โมน (ER/PR) และผลตรวจ HER2 รวมถึงในปัจจุบันมีการใช้การตรวจยีน (เช่น Oncotype DX) เพื่อช่วยประเมินความจำเป็นในการให้เคมีบำบัดด้วยครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ (บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
เมื่อคนไข้ได้รับผลตรวจชิ้นเนื้อเต้านม คำหนึ่งที่ทำให้หลายคนตกใจคือคำว่า "Invasive" หรือระยะรุกราน ในทางการแพทย์ คำนี้มีความหมายอย่างไร รุนแรงแค่ไหน และเราจะรับมือกับมันได้อย่างไร วันนี้หมอจะมาอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดครับ
มะเร็งเต้านมระยะรุกราน (Invasive) คืออะไร?
มะเร็งเต้านมระยะรุกราน หรือ Invasive Breast Cancer หมายถึง เซลล์มะเร็งที่ได้เจริญเติบโตเจาะทะลุผ่านเยื่อหุ้มฐาน (Basement membrane) ของท่อน้ำนมหรือต่อมสร้างน้ำนม ออกมายังเนื้อเยื่อเต้านมปกติที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งต่างจากมะเร็งระยะศูนย์ (DCIS) ที่เซลล์มะเร็งยังอยู่แค่ในท่อ การที่เซลล์มะเร็งทะลุออกมาได้ ทำให้มันมีโอกาสลุกลามเข้าสู่หลอดเลือดและท่อน้ำเหลือง และสามารถแพร่กระจาย (Metastasis) ไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้ครับ โดยชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่:
Invasive Ductal Carcinoma (IDC): มะเร็งท่อน้ำนมระยะรุกราน เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดถึง 80% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด
Invasive Lobular Carcinoma (ILC): มะเร็งต่อมสร้างน้ำนมระยะรุกราน พบได้ประมาณ 5-15% มักมีลักษณะการโตแบบแทรกซึมไปตามเนื้อเยื่อ ทำให้คลำเป็นก้อนได้ยากกว่าชนิดท่อน้ำนม
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุของการเกิดมะเร็งระยะรุกรานมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่:
ปัจจัยด้านพันธุกรรม: การมียีนกลายพันธุ์ เช่น BRCA1 หรือ BRCA2 จะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมาก
ฮอร์โมนเอสโตรเจน: การมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย หมดประจำเดือนช้า หรือการได้รับยาฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือนเป็นเวลานาน
พฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิต: ภาวะอ้วนหลังหมดประจำเดือน การดื่มแอลกอฮอล์ และการไม่เคยมีบุตร ล้วนส่งผลต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
อาการและวิธีสังเกตความผิดปกติ
คนไข้ที่มีมะเร็งเต้านมระยะรุกรานมักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการดังต่อไปนี้ครับ:
คลำพบก้อนแข็งที่เต้านม มักเป็นก้อนที่ไม่เจ็บ ขอบเขตไม่ชัดเจน
มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเต้านม เช่น ผิวหนังบุ๋มลงไป ผิวหนังหนาขึ้นและมีรูขุมขนกว้างคล้ายเปลือกส้ม (Peau d'orange)
หัวนมบุ๋มรั้งเข้าไปด้านใน (Nipple retraction) หรือมีน้ำเลือด/น้ำเหลืองไหลออกจากหัวนม
คลำพบก้อนที่รักแร้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการกระจายไปที่ ต่อมน้ำเหลือง (Lymph node)
การรักษาและแนวทางการป้องกัน
การรักษามะเร็งระยะรุกรานต้องใช้การรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary approach) โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดก้อนมะเร็งที่เต้านม และทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลุดรอดไปในกระแสเลือดครับ:
การผ่าตัด (Surgery): มีทั้ง การผ่าตัดสงวนเต้านม (Breast-Conserving Surgery) ซึ่งตัดเฉพาะก้อนมะเร็งออกพร้อมขอบเขตที่ปลอดภัย และ การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด (Mastectomy) ทั้งนี้ต้องทำร่วมกับการตรวจหรือเลาะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เสมอ
การฉายรังสี (Radiation Therapy): จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ผ่าตัดแบบสงวนเต้านม เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำเฉพาะที่
ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy): เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจกระจายไปตามกระแสเลือด
ยาต้านฮอร์โมน (Endocrine Therapy): ใช้ในกรณีที่เซลล์มะเร็งมี ตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก (ER/PR positive) เช่น ยา Tamoxifen หรือ Aromatase inhibitors
ยาพุ่งเป้า (Targeted Therapy): ใช้สำหรับเซลล์มะเร็งที่มีการแสดงออกของโปรตีน HER2 สูง (HER2-positive) เช่นยา Trastuzumab
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
มะเร็งเต้านมระยะรุกราน (Invasive) คือมะเร็งที่ทะลุออกจากท่อน้ำนมเข้าสู่เนื้อเยื่อเต้านม มีโอกาสแพร่กระจายได้
ชนิดที่พบมากที่สุดคือ IDC (จากท่อน้ำนม) และ ILC (จากต่อมน้ำนม)
การรักษาต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งผ่าตัด ฉายแสง และยา เพื่อควบคุมโรคทั้งที่เต้านมและทั่วร่างกาย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: มะเร็งระยะรุกราน สามารถผ่าตัดแบบสงวนเต้านมได้หรือไม่? A: ทำได้ครับ หากก้อนมะเร็งมีขนาดไม่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดเต้านม และสามารถตัดออกให้ได้ขอบเขตที่ปลอดมะเร็ง (Negative margin) โดยหลังผ่าตัดจำเป็นต้องได้รับการฉายแสงร่วมด้วยครับ
Q: ถ้าก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก ทำอย่างไรดี? A: แพทย์อาจพิจารณาให้ ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant Chemotherapy) เพื่อให้ก้อนมะเร็งยุบตัวลง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมได้ครับ
Q: จำเป็นต้องให้เคมีบำบัดทุกคนหรือไม่? A: ไม่ทุกคนครับ การตัดสินใจให้ยาเคมีบำบัดจะพิจารณาจาก ขนาดก้อน การกระจายไปต่อมน้ำเหลือง ชนิดของตัวรับฮอร์โมน (ER/PR) และผลตรวจ HER2 รวมถึงในปัจจุบันมีการใช้การตรวจยีน (เช่น Oncotype DX) เพื่อช่วยประเมินความจำเป็นในการให้เคมีบำบัดด้วยครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ (บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
บทความที่เกี่ยวข้อง
ในอดีตเรามักเข้าใจว่าผลตรวจตัวรับฮอร์โมน (ER) มีแค่ "บวก" กับ "ลบ" แต่ความรู้ทางการแพทย์ปัจจุบันพบว่า มีกลุ่มกึ่งกลางที่เรียกว่า "ER-Low Positive" หรือกลุ่มที่มีค่าการติดสีเพียง 1-10% ซึ่งสร้างความสับสนให้คนไข้ไม่น้อย เพราะแม้ชื่อจะบอกว่าเป็น "ผลบวก" แต่พฤติกรรมของโรคกลับดุร้ายคล้ายกลุ่ม "ผลลบ"
บทความนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมค่าตัวเลขเพียงเล็กน้อยนี้จึงส่งผลอย่างมากต่อการวางแผนรักษา และทำไมแพทย์อาจแนะนำให้คุณรับยาเคมีบำบัดแม้ว่าจะมีผล ER เป็นบวกก็ตามครับ
15 ก.พ. 2026
หากผลชิ้นเนื้อของคุณระบุว่าเป็น HER2 Positive (HER2+) หรือ "เฮอร์ทูบวก" ความกังวลใจย่อมเกิดขึ้นทันที เพราะในอดีต มะเร็งชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย โตเร็ว และแพร่กระจายไว แต่ในโลกยุคปัจจุบันที่การแพทย์ก้าวหน้าไปไกล สิ่งที่เคยเป็น "จุดอ่อน" กลับกลายเป็น "เป้าหมาย" ที่ชัดเจนที่สุดให้เราจัดการ
15 ก.พ. 2026
1. หลายคนสงสัยว่าทำไมเวลาไปตรวจมะเร็งเต้านม แพทย์ถึงมักสั่งให้ทำทั้ง แมมโมแกรม (Mammogram) และ อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) ควบคู่กันไป ทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หรือ? บทความนี้มีคำตอบว่าทำไม "การตรวจแพ็คคู่" ถึงช่วยชีวิตคุณได้ดีกว่า
13 ก.พ. 2026


