ผู้ชายเป็นมะเร็งเต้านมได้ไหม? อาการที่ต้องระวังและแนวทางการตรวจ
อัพเดทล่าสุด: 5 เม.ย. 2026
13 ผู้เข้าชม

สรุปคำตอบสั้นๆ (TL;DR): ผู้ชาย มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ แม้จะพบได้น้อยเพียง 1% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด แต่หากเป็นแล้วมักรุนแรงเพราะตรวจพบช้า โดยทั่วไป ไม่ต้องตรวจคัดกรองประจำปี เหมือนผู้หญิง ยกเว้นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงทางพันธุกรรมครับ
แม้ผู้ชายจะมีเนื้อเยื่อเต้านมไม่มากเท่าผู้หญิง แต่โครงสร้างพื้นฐานยังมีท่อน้ำนมซึ่งเป็นจุดกำเนิดของมะเร็งได้ครับ ปัญหาหลักของผู้ชายคือความ "ชะล่าใจ" ทำให้อาการมักลุกลามก่อนจะมาพบแพทย์
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในผู้ชาย
มะเร็งเต้านมในเพศชายมักสัมพันธ์กับปัจจัยหลักๆ ดังนี้ครับ:
พันธุกรรม: โดยเฉพาะการกลายพันธุ์ของยีน BRCA2 (มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปชัดเจน)
ระดับฮอร์โมน: ภาวะที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเกินไป เช่น โรคตับแข็ง การได้รับยาฮอร์โมน หรือกลุ่มอาการ Klinefelter syndrome
อายุ: ส่วนใหญ่พบในผู้ชายอายุ 60-70 ปีขึ้นไป
ประวัติครอบครัว: มีญาติสายตรงทั้งชายหรือหญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม
อาการที่ผู้ชายควรสังเกต (BSE for Men)
เนื่องจากเต้านมผู้ชายมีไขมันน้อย หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะสังเกตได้ค่อนข้างง่ายครับ:
คลำพบก้อนแข็ง: มักอยู่บริเวณใต้หัวนมหรือลานนม ก้อนมักจะไม่เจ็บและอยู่นิ่งไม่เคลื่อนที่
ความเปลี่ยนแปลงของหัวนม: หัวนมบุ๋มลง มีแผลเรื้อรังที่หัวนม หรือมีน้ำเหลือง/เลือดไหลออกมา
ผิวหนังผิดปกติ: ผิวหนังเหนือเต้านมแดง หนาตัวขึ้น หรือมีรอยบุ๋มคล้ายลักยิ้ม
ใครบ้างที่ควร "ตรวจคัดกรอง" อย่างจริงจัง?
ผู้ชายทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำแมมโมแกรมประจำปี แต่กลุ่มที่ควรปรึกษาหมอเพื่อวางแผนการตรวจคือ:
ผู้ชายที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/2 หรือยีนเสี่ยงอื่นๆ
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหลายคน
ผู้ที่มีภาวะเต้านมโตผิดปกติ (Gynecomastia) ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
แนวทางการวินิจฉัยและรักษา
หากผู้ชายคลำเจอก้อน แพทย์จะใช้วิธีการตรวจที่คล้ายกับผู้หญิงครับ คือการทำ Diagnostic Mammogram และ Ultrasound หากภาพรังสีน่าสงสัย ขั้นตอนต่อไปคือการเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อยืนยัน ส่วนการรักษาก็มีทั้งการผ่าตัด ยาต้านฮอร์โมน เคมีบำบัด และรังสีรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรคครับ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
ผู้ชายเป็นมะเร็งเต้านมได้ แม้จะพบน้อยแต่มีโอกาสเสียชีวิตสูงหากรักษาช้า
อาการสำคัญคือ ก้อนแข็งใต้หัวนม และ หัวนมบุ๋ม
ไม่ต้องตรวจคัดกรองทุกคน ยกเว้นกลุ่มที่มีประวัติยีนกลายพันธุ์ (Genetic High Risk)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ถ้าหน้าอกโตเหมือนผู้หญิง (Gynecomastia) จะกลายเป็นมะเร็งไหม?
A: ส่วนใหญ่เป็นเพียงเนื้อเยื่อไขมันหรือต่อมน้ำนมที่โตจากฮอร์โมน ไม่ใช่มะเร็งครับ แต่การมีภาวะนี้อาจทำให้สังเกตพบก้อนมะเร็งที่ซ่อนอยู่ได้ยากขึ้น จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรคครับ
Q: ผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านม ต้องตัดหน้าอกออกทั้งหมดไหม?
A: เนื่องจากผู้ชายมีเนื้อเต้านมน้อย การรักษามาตรฐานส่วนใหญ่จึงเป็นการผ่าตัดยกเซตเนื้อเต้านมออก (Mastectomy) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ
Q: ลูกชายจะได้รับผลกระทบไหมถ้าพ่อเป็นมะเร็งเต้านม?
A: มีโอกาสครับ หากตรวจพบว่าพ่อมีถุงยีนกลายพันธุ์ ลูกทั้งชายและหญิงมีโอกาสรับยีนนั้นไป 50% จึงควรรับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านพันธุกรรมครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ
(บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
แม้ผู้ชายจะมีเนื้อเยื่อเต้านมไม่มากเท่าผู้หญิง แต่โครงสร้างพื้นฐานยังมีท่อน้ำนมซึ่งเป็นจุดกำเนิดของมะเร็งได้ครับ ปัญหาหลักของผู้ชายคือความ "ชะล่าใจ" ทำให้อาการมักลุกลามก่อนจะมาพบแพทย์
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในผู้ชาย
มะเร็งเต้านมในเพศชายมักสัมพันธ์กับปัจจัยหลักๆ ดังนี้ครับ:
พันธุกรรม: โดยเฉพาะการกลายพันธุ์ของยีน BRCA2 (มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปชัดเจน)
ระดับฮอร์โมน: ภาวะที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเกินไป เช่น โรคตับแข็ง การได้รับยาฮอร์โมน หรือกลุ่มอาการ Klinefelter syndrome
อายุ: ส่วนใหญ่พบในผู้ชายอายุ 60-70 ปีขึ้นไป
ประวัติครอบครัว: มีญาติสายตรงทั้งชายหรือหญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม
อาการที่ผู้ชายควรสังเกต (BSE for Men)
เนื่องจากเต้านมผู้ชายมีไขมันน้อย หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะสังเกตได้ค่อนข้างง่ายครับ:
คลำพบก้อนแข็ง: มักอยู่บริเวณใต้หัวนมหรือลานนม ก้อนมักจะไม่เจ็บและอยู่นิ่งไม่เคลื่อนที่
ความเปลี่ยนแปลงของหัวนม: หัวนมบุ๋มลง มีแผลเรื้อรังที่หัวนม หรือมีน้ำเหลือง/เลือดไหลออกมา
ผิวหนังผิดปกติ: ผิวหนังเหนือเต้านมแดง หนาตัวขึ้น หรือมีรอยบุ๋มคล้ายลักยิ้ม
ใครบ้างที่ควร "ตรวจคัดกรอง" อย่างจริงจัง?
ผู้ชายทั่วไปไม่จำเป็นต้องทำแมมโมแกรมประจำปี แต่กลุ่มที่ควรปรึกษาหมอเพื่อวางแผนการตรวจคือ:
ผู้ชายที่ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1/2 หรือยีนเสี่ยงอื่นๆ
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหลายคน
ผู้ที่มีภาวะเต้านมโตผิดปกติ (Gynecomastia) ร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
แนวทางการวินิจฉัยและรักษา
หากผู้ชายคลำเจอก้อน แพทย์จะใช้วิธีการตรวจที่คล้ายกับผู้หญิงครับ คือการทำ Diagnostic Mammogram และ Ultrasound หากภาพรังสีน่าสงสัย ขั้นตอนต่อไปคือการเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อยืนยัน ส่วนการรักษาก็มีทั้งการผ่าตัด ยาต้านฮอร์โมน เคมีบำบัด และรังสีรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรคครับ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
ผู้ชายเป็นมะเร็งเต้านมได้ แม้จะพบน้อยแต่มีโอกาสเสียชีวิตสูงหากรักษาช้า
อาการสำคัญคือ ก้อนแข็งใต้หัวนม และ หัวนมบุ๋ม
ไม่ต้องตรวจคัดกรองทุกคน ยกเว้นกลุ่มที่มีประวัติยีนกลายพันธุ์ (Genetic High Risk)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ถ้าหน้าอกโตเหมือนผู้หญิง (Gynecomastia) จะกลายเป็นมะเร็งไหม?
A: ส่วนใหญ่เป็นเพียงเนื้อเยื่อไขมันหรือต่อมน้ำนมที่โตจากฮอร์โมน ไม่ใช่มะเร็งครับ แต่การมีภาวะนี้อาจทำให้สังเกตพบก้อนมะเร็งที่ซ่อนอยู่ได้ยากขึ้น จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจแยกโรคครับ
Q: ผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านม ต้องตัดหน้าอกออกทั้งหมดไหม?
A: เนื่องจากผู้ชายมีเนื้อเต้านมน้อย การรักษามาตรฐานส่วนใหญ่จึงเป็นการผ่าตัดยกเซตเนื้อเต้านมออก (Mastectomy) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ
Q: ลูกชายจะได้รับผลกระทบไหมถ้าพ่อเป็นมะเร็งเต้านม?
A: มีโอกาสครับ หากตรวจพบว่าพ่อมีถุงยีนกลายพันธุ์ ลูกทั้งชายและหญิงมีโอกาสรับยีนนั้นไป 50% จึงควรรับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านพันธุกรรมครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ
(บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
บทความที่เกี่ยวข้อง
ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมทุกปีช่วยลดความเสี่ยง พบได้เร็ว รักษาหายได้เร็ว ปลอดภัย และเหมาะกับผู้หญิงทุกวัย
29 ต.ค. 2025
การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเฝ้าระวังมะเร็งเต้านมที่ผู้หญิงทุกคนทำได้เองที่บ้านครับ
6 เม.ย. 2026
เมื่อผลชิ้นเนื้อระบุว่าเป็นมะเร็งเต้านม สิ่งแรกๆ ที่แพทย์จะดูในใบรายงานทางพยาธิวิทยาไม่ใช่แค่ขนาดก้อน แต่คือ "สถานะตัวรับฮอร์โมน" หรือที่เขียนว่า ER (Estrogen Receptor) และ PR (Progesterone Receptor) ค่าเหล่านี้เปรียบเสมือน "ลายพิมพ์นิ้วมือ" ของมะเร็งที่จะบอกหมอว่า เซลล์มะเร็งของคุณมีนิสัยอย่างไร ดุร้ายแค่ไหน และจะใช้อาวุธชนิดใดจัดการถึงจะอยู่หมัด
15 ก.พ. 2026


