เสริมหน้าอกทำแมมโมแกรมได้ไหม? ซิลิโคนจะแตกหรือตรวจยากกว่าเดิมหรือไม่?
อัพเดทล่าสุด: 5 เม.ย. 2026
9 ผู้เข้าชม

สรุปคำตอบสั้นๆ (TL;DR): คนที่เสริมหน้าอก สามารถทำแมมโมแกรมได้ตามปกติ และควรตรวจอย่างสม่ำเสมอด้วยครับ โดยแพทย์จะใช้เทคนิคพิเศษในการดันซิลิโคนไปด้านหลังเพื่อให้เห็นเนื้อเยื่อเต้านมได้ชัดเจน ยืนยันว่าการตรวจไม่ทำให้ซิลิโคนแตกและยังสามารถคัดกรองมะเร็งได้แม่นยำครับ
การเสริมหน้าอกไม่ใช่อุปสรรคในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมครับ แต่ต้องอาศัยเทคนิคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเพื่อให้ได้ภาพถ่ายทางรังสีที่ครอบคลุมเนื้อเยื่อเต้านมส่วนใหญ่
เทคนิคพิเศษสำหรับผู้ที่ใส่ซิลิโคน (Eklund Technique)
ความยากของการทำแมมโมแกรมในคนเสริมหน้าอกคือ ตัวซิลิโคนจะมีลักษณะทึบรังสี ซึ่งอาจบดบังเนื้อเยื่อเต้านมบางส่วนได้ นักรังสีเทคนิคจึงต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่า Implant Displacement (ID views) หรือ Eklund Technique:
เจ้าหน้าที่จะทำการดึงเนื้อเต้านมมาด้านหน้า และค่อยๆ ดันถุงซิลิโคนให้ไปชิดกับผนังทรวงอกด้านหลัง
จากนั้นจะทำการกดเฉพาะเนื้อเยื่อเต้านมเพื่อถ่ายภาพ ทำให้แพทย์เห็นรายละเอียดของเนื้อเต้านมได้มากขึ้น
โดยปกติจะมีการถ่ายภาพเพิ่มจาก 4 ท่ามาตรฐาน เป็น 6-8 ท่า เพื่อความครอบคลุมครับ
ความกังวลเรื่อง "ซิลิโคนแตก" จากการกด
เป็นคำถามที่หมอพบบ่อยมากครับ ในความเป็นจริงซิลิโคนเกรดการแพทย์มีความยืดหยุ่นสูงมาก การกดของเครื่องแมมโมแกรมถูกควบคุมแรงกดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย จึง มีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้ซิลิโคนแตก ยกเว้นในกรณีที่ซิลิโคนเดิมเสื่อมสภาพมากหรือมีการรั่วซึมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งการทำแมมโมแกรมอาจช่วยให้เห็นความผิดปกตินั้นได้เร็วขึ้นด้วยซ้ำครับ
คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อการตรวจที่แม่นยำ
เพื่อให้การตรวจมีประสิทธิภาพสูงสุด หมอแนะนำดังนี้:
แจ้งเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง: ต้องระบุชัดเจนว่าเสริมหน้าอกมา ใส่ซิลิโคนเหนือหรือใต้กล้ามเนื้อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้เทคนิคการกดที่ถูกต้อง
ทำอัลตราซาวนด์ร่วมด้วยเสมอ: ในคนเสริมหน้าอก อัลตราซาวนด์มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยดูเนื้อเยื่อที่แมมโมแกรมอาจมองไม่เห็น และยังใช้ตรวจเช็กสภาพซิลิโคนว่ามีการรั่วหรือพังผืด (Capsular Contracture) หรือไม่
เลือกสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ: สถานที่ที่มีเครื่อง 3D Mammogram จะช่วยให้เห็นเนื้อเยื่อเป็นเลเยอร์ ลดปัญหาการบดบังจากถุงซิลิโคนได้ดีกว่าแบบ 2D ปกติครับ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
เสริมหน้าอก ทำแมมโมแกรมได้ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องซิลิโคนแตก
ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทุกครั้งเพื่อใช้เทคนิค Eklund Technique ในการดันซิลิโคน
การตรวจคัดกรองที่สมบูรณ์สำหรับคนเสริมหน้าอกคือ แมมโมแกรม + อัลตราซาวนด์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ใส่ซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อกับเหนือกล้ามเนื้อ ตรวจยากต่างกันไหม?
A: การใส่ซิลิโคน ใต้กล้ามเนื้อ จะตรวจแมมโมแกรมได้ง่ายกว่าและเห็นเนื้อเยื่อชัดเจนกว่า เพราะมีกล้ามเนื้อช่วยกั้นระหว่างซิลิโคนกับเนื้อเต้านม ทำให้ดันซิลิโคนไปด้านหลังได้ง่ายครับ
Q: ถ้าฉีดสารเติมเต็ม (Filler) มา ตรวจแมมโมแกรมได้ไหม?
A: ตรวจได้ครับ แต่การฉีดสารเติมเต็มจะทำให้การแปลผลยากกว่าการใส่ซิลิโคนมาก เพราะสารที่ฉีดมักกระจายตัวและทำให้เกิดจุดหินปูนเทียม แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ MRI เพิ่มเติมครับ
Q: ควรตรวจแมมโมแกรมบ่อยแค่ไหนหลังเสริมหน้าอก?
A: ใช้เกณฑ์เดียวกับผู้หญิงทั่วไปครับ คือเริ่มตรวจปีละครั้งตั้งแต่อายุ 40 ปี เว้นแต่จะคลำเจอก้อนผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรออายุถึงครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ
(บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
การเสริมหน้าอกไม่ใช่อุปสรรคในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมครับ แต่ต้องอาศัยเทคนิคที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเพื่อให้ได้ภาพถ่ายทางรังสีที่ครอบคลุมเนื้อเยื่อเต้านมส่วนใหญ่
เทคนิคพิเศษสำหรับผู้ที่ใส่ซิลิโคน (Eklund Technique)
ความยากของการทำแมมโมแกรมในคนเสริมหน้าอกคือ ตัวซิลิโคนจะมีลักษณะทึบรังสี ซึ่งอาจบดบังเนื้อเยื่อเต้านมบางส่วนได้ นักรังสีเทคนิคจึงต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่า Implant Displacement (ID views) หรือ Eklund Technique:
เจ้าหน้าที่จะทำการดึงเนื้อเต้านมมาด้านหน้า และค่อยๆ ดันถุงซิลิโคนให้ไปชิดกับผนังทรวงอกด้านหลัง
จากนั้นจะทำการกดเฉพาะเนื้อเยื่อเต้านมเพื่อถ่ายภาพ ทำให้แพทย์เห็นรายละเอียดของเนื้อเต้านมได้มากขึ้น
โดยปกติจะมีการถ่ายภาพเพิ่มจาก 4 ท่ามาตรฐาน เป็น 6-8 ท่า เพื่อความครอบคลุมครับ
ความกังวลเรื่อง "ซิลิโคนแตก" จากการกด
เป็นคำถามที่หมอพบบ่อยมากครับ ในความเป็นจริงซิลิโคนเกรดการแพทย์มีความยืดหยุ่นสูงมาก การกดของเครื่องแมมโมแกรมถูกควบคุมแรงกดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย จึง มีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้ซิลิโคนแตก ยกเว้นในกรณีที่ซิลิโคนเดิมเสื่อมสภาพมากหรือมีการรั่วซึมอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งการทำแมมโมแกรมอาจช่วยให้เห็นความผิดปกตินั้นได้เร็วขึ้นด้วยซ้ำครับ
คำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อการตรวจที่แม่นยำ
เพื่อให้การตรวจมีประสิทธิภาพสูงสุด หมอแนะนำดังนี้:
แจ้งเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง: ต้องระบุชัดเจนว่าเสริมหน้าอกมา ใส่ซิลิโคนเหนือหรือใต้กล้ามเนื้อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้เทคนิคการกดที่ถูกต้อง
ทำอัลตราซาวนด์ร่วมด้วยเสมอ: ในคนเสริมหน้าอก อัลตราซาวนด์มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยดูเนื้อเยื่อที่แมมโมแกรมอาจมองไม่เห็น และยังใช้ตรวจเช็กสภาพซิลิโคนว่ามีการรั่วหรือพังผืด (Capsular Contracture) หรือไม่
เลือกสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ: สถานที่ที่มีเครื่อง 3D Mammogram จะช่วยให้เห็นเนื้อเยื่อเป็นเลเยอร์ ลดปัญหาการบดบังจากถุงซิลิโคนได้ดีกว่าแบบ 2D ปกติครับ
สรุปสาระสำคัญที่ต้องจำ
เสริมหน้าอก ทำแมมโมแกรมได้ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องซิลิโคนแตก
ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทุกครั้งเพื่อใช้เทคนิค Eklund Technique ในการดันซิลิโคน
การตรวจคัดกรองที่สมบูรณ์สำหรับคนเสริมหน้าอกคือ แมมโมแกรม + อัลตราซาวนด์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ใส่ซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อกับเหนือกล้ามเนื้อ ตรวจยากต่างกันไหม?
A: การใส่ซิลิโคน ใต้กล้ามเนื้อ จะตรวจแมมโมแกรมได้ง่ายกว่าและเห็นเนื้อเยื่อชัดเจนกว่า เพราะมีกล้ามเนื้อช่วยกั้นระหว่างซิลิโคนกับเนื้อเต้านม ทำให้ดันซิลิโคนไปด้านหลังได้ง่ายครับ
Q: ถ้าฉีดสารเติมเต็ม (Filler) มา ตรวจแมมโมแกรมได้ไหม?
A: ตรวจได้ครับ แต่การฉีดสารเติมเต็มจะทำให้การแปลผลยากกว่าการใส่ซิลิโคนมาก เพราะสารที่ฉีดมักกระจายตัวและทำให้เกิดจุดหินปูนเทียม แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ MRI เพิ่มเติมครับ
Q: ควรตรวจแมมโมแกรมบ่อยแค่ไหนหลังเสริมหน้าอก?
A: ใช้เกณฑ์เดียวกับผู้หญิงทั่วไปครับ คือเริ่มตรวจปีละครั้งตั้งแต่อายุ 40 ปี เว้นแต่จะคลำเจอก้อนผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรออายุถึงครับ
ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถแทนที่การวินิจฉัยโรคโดยแพทย์ได้ หากคลำพบก้อนหรือมีความผิดปกติที่เต้านม ควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียดครับ
(บทความนี้เรียบเรียงโดย นพ. โภคิน เพ็ชร์หอม ศัลยแพทย์เต้านม - หมอโภโชว์เรื่องนม)
บทความที่เกี่ยวข้อง
เพราะสุขภาพเต้านมมีความซับซ้อน การตรวจเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ การผสานพลังระหว่างแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์ตามมาตรฐาน NCCN 2025 จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นใจและดูแลสุขภาพเชิงรุก สถานพยาบาลของเราพร้อมดูแลคุณด้วยมาตรฐานสากลเพื่อให้คุณได้รับแผนการดูแลที่ถูกต้องโดยไม่ต้องกังวล ทัก Inbox, แอด Line หรือโทรนัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
9 ม.ค. 2026
เข้าใจมะเร็งเต้านมตั้งแต่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางตรวจคัดกรองตามมาตรฐาน NCCN 2025 เพื่อโอกาสหายขาด
19 ต.ค. 2025
ความกลัว "เจ็บ" เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนเลี่ยงตรวจแมมโมแกรม บทความนี้จะบอกความจริงและวิธีช่วยให้คุณตรวจสบายขึ้นครับ
9 เม.ย. 2026


